วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

10.เพลงเพราะมาฝากคะ

บทหนึ่งของพระราชนิพนธ์แปล ในรัชกาลที่ 6 (จากต้นฉบับของ วิลเลี่ยม เช็กเปียร์)

ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก 
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ 
ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี 
และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้ 
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

การฟังเพลงของแต่ละคนอาจเหมือนกันบ้างแตกต่างกัน แล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน บางทีถ้าเรา
เปิดใจกว้างลองฟังเพลงที่ไม่ใช่สไตล์ของเราก็อาจค้นพบอะไรดีๆก็ได้นะคะ ใครชอบสไตล์ไหนแนะนำมาได้ถือว่าแลกเปลี่ยนกัน แต่สไตล์นี้ชอบคะ




เนื้อเพลง : กำลังใจ - โฮป
ญ - ในยามที่ท้อแท้ ขอเพียงแค่คนหนึ่ง จะคิดถึงและคอยห่วงใย
ในยามที่ชีวิต หม่นหมองร้องให้ ขอเพียงมีใครปลอบใจสักคน
ช - ในวันที่โลกร้าง ความหวังให้วาด มันขาดมันหาย ใครจะช่วยเติม
เพิ่มพลังใจ ให้ฉันได้เริ่ม ต่อสู้อีกครั้งบนหนทางไกล

* ญ - กำลังใจจากใครหนอ ขอเป็นทานให้ฝันให้ใฝ่
ช - ให้ชีวิตได้มีแรงใจ ให้ดวงใจลุกโชนความหวัง
ญ - กำลังใจจากใครหนอ ขอเป็นทานให้ฉันได้ไหม
ช - ดั่งหยาดฝนบนฟากฟ้าไกล ที่หยาดรินสู่ผืน ดินแห้งผาก

(ซ้ำ*)
เพลงแสงจันทร์ ของมาลีฮวนนา ที่จริงก็ชอบทุกเพลงของมาลีฮวนนา


เพลงเรือรักกระดาษ


พลงสองคนหนึ่งใจ ของเล้าโลม ชอบเนื้อหาของเพลง





เพลงตะวันชิงพลบ ศุ บุญเลี้ยง ชอบเสียงขลุ่ยเพราะมากๆๆ


เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา คาราวาน ฟังแล้วให้กำลังใจดี


เพลงรักไม่ต้องการเวลา ของหนึ่งธิดา ในหนังกวน มึน โฮ


เพลงคนตีเหล็ก คาราวาน


เพลงนกสีเหลือง คาราวาน


เพลงเบา ๆ ของเบริด ที่จริงชอบของ singula แต่หาไม่เจอ (ลิขสิทธิ์)


             รู้สึกว่าจะเยอะไปแล้วไว้เบรคที่ 2 จะหามาฝากใหม่ ชอบไม่ชอบก็บอกกันนะ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

9.ข้อคิดจากสินามิที่ญี่ปุ่น

คงไม่สายเกินเกินไปที่จะพูดถึงหคุการณ์สินามิที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป้นทราบกันดีว่าได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ญี่ปุ่น แต่ท่ามกลางความสูญเสียนั้นคนทั่วโลกต่างชื่นชมผู้คน ความเป็นระเบียบวินัย การมีสติ น้ำใจ การไม่ประประโยชน์ส่วนตน ไม่ฉกฉวยโอกาส รวมกระบวนการแก้ปัญหาของญี่ปุ่น ทำให้เชื่อได้ว่าไม่นาน ญี่ปุ่นก็จะฟื้นฟูกลับมาโดดเด่นเป็นประเทศมหาอำนาจเหมือนเดิม ลองดูลิงค์แสดงความคิดเห็นต่างๆ ดูนะคะ ว่าเห็นเป็นเช่นนี้หรือเปล่า

http://dc-danai.com/?p=1308
http://dc-danai.com/?p=1353
มองย้อนกลับมาบ้านเรา แค่ปัญหานำปาล์มขาดแคลน คนไทยยังแย่งกันซื้อ กักตุน โก่งราคา ทะเลาะวิวาทเพราะแย่งกันซื้อให้น่าอาย  มันคงไม่สายที่เราจะนำข้อคิดที่ได้จากสินามิที่ญีปุ่นมาเป็นบทเรียนแก่เราในเรื่องการรักษาระเบียบวินัย เพราะเป็นเรื่องที่ดี การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน มีระเบียบวินัย ให้รู้จักความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อส่วนรวม เห็นไหมคะสิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถสร้างชาติได้อย่างแท้จริง และมันก็คงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งมันเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันทั้งในระดับนโยบายของรัฐ องค์กร ชุมชน และที่สำคัญที่สุดสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา มาช่วยกันสร้างชาติของเราในเบื้องต้นนี้ก่อนก็คือความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดกันนะคะ

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

8.สังคมคุณธรรม

วันนี้ได้รับ mail จากบล๊อกของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็อยากเอามาแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับแนวคิดของสังคมคุณธรรมซึ่งปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเจริญของวัตถุ การรับรู้สื่อต่างๆ ก็มีทั้งประโยชน์และโทษ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดในสังคมของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการมีความรู้ควบคู่กับคุณธรรม เหตุผลเพราะในโลกปัจจุบันเราจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ ขณะเดียวกันคุณธรรมจริยธรรมก็เป็นตัวช่วยให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข น่าอยู่ขึ้น ไม่ได้อยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว วันนี้เอารายการดีๆ รายการมาฝาก ช่วยกันทำให้สังคมของเราเป็นสังคมแห่งคุณธรรม เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชอบ ไม่ชอบ แสดงความคิดเห็นร่วมกันนะคะ








ยุทธศาสตร์ 6 ประการ เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม

- ข้อเขียนของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส เรื่อง "คุณธรรมนำการพัฒนา ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม" ซึ่งเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านคุณธรรม



(1.) ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด

ในทุกจังหวัดมีความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม ส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการที่มีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐาน โดยเน้นการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่

ควรมีการจัดสรรการใช้ที่ดินและเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้คนจำนวนมากที่สุด สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการ

กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ ด้วยความสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายองค์กรทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

(2.) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม

ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อจัดความสัมพันธ์ใหม่ในสังคม หรือ องค์กรใดที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ทำให้ประชาธิป
ไตยและศีลธรรมเป็นไปได้

ความสัมพันธ์ในแนวราบมีพื้นฐานอยู่ที่การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาค และเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างเท่าเทียมกัน เรียกว่า มีความเป็นประชาสังคม

ถ้าไม่มีความเป็นประชาสังคม การหวังที่จะเห็นสังคมศีลธรรมเป็นไปไม่ได้เลย และไม่อาจมีประชาธิปไตยโดยปราศจากความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็นเจ้าภาพหลักในการทำยุทธศาสตร์นี้

(3.) ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้

การพัฒนาการศึกษา ควรจะใช้ความดี หรือ คุณธรรมนำแล้วตามด้วยความรู้ แท้ที่จริงความดีหรือคุณธรรมคือปัญญา

ความรู้กับปัญญาต่างกัน ความรู้อาจจะรู้อะไรเป็นเรื่องๆ และมักจะไม่มีจริยธรรมกำกับ แต่ปัญญาหมายถึงรู้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรู้ตัวเองด้วย การรู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองทำให้สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้อื่นและสิ่งอื่นอย่างถูกต้อง

ในยุทธศาสตร์นี้ควรลดการเรียนแบบท่องวิชาลง แต่เพิ่มการเรียนรู้ในชีวิตจริงปฏิบัติจริง ชีวิตจริงหรือวิถีชีวิตร่วมกัน คือ วัฒนธรรม มนุษย์เรียนรู้ได้ดีที่สุดในฐานวัฒนธรรม

การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เอาชีวิตและการศึกษามาอยู่ที่เดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนอย่างการศึกษาปัจจุบัน ว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง โดยแยกไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สิ่งที่เรียนรู้ในฐานวัฒนธรรมให้เป็นปัญญาที่สูงขึ้น แล้วนำปัญญากลับลงไปใช้ในชีวิตจริงและปฏิบัติจริงอีก

กระทรวงศึกษาธิการควรจะเป็นแกนในการสร้างและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้

(4.) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งขององค์กรทางศาสนา

องค์กรทางศาสนาเป็นทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลของแผ่นดิน ทั้งประเทศมีวัดอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง มีมัสยิดหลายพันแห่ง องค์กรทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นอีกจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากเท่าวัดและมัสยิด องค์กรทางศาสนาเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีบทบาททั้งทางสังคม ทางวัฒนธรรมทางจิตใจ และทางการศึกษา การพัฒนาสมัยใหม่ได้ทอดทิ้งองค์กรทางศาสนาไป

ปัญหาของคนสมัยใหม่ที่สำคัญคือความเครียด ถ้าส่งเสริมการจัดการวัดให้เป็นที่สะอาดร่มรื่น มีอาจารย์สอนกรรมฐาน วัดจะช่วยให้เกิดสุขภาวะทางจิตและการพัฒนาจิตใจอย่างมาก

พระที่วัดอาจวิจัยค้นคว้าหาผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในชุมชนแล้วนำมาสื่อสารกันเช่นเดียวกับที่โรงเรียนทำ ก็จะเป็นเครื่องขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน

สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา ศูนย์คุณธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชุมชนท้องถิ่น ควรจะรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ อาจส่งเสริมให้มีเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อศาสนา เข้ามาร่วมส่งเสริมการจัดการขององค์กรทางศาสนา

(5.) ยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์

ระบบบริการสุขภาพเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคนตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน

ถ้ามีการจัดระบบบริการและพัฒนาจิตสำนึกของบุคลากรสาธารณสุขให้บริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้ ระบบบริการสุขภาพก็จะเป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมอันยิ่งใหญ่

นอกจากนั้น หากโรงพยาบาลชุมชนเข้มแข็งร่วมกับชุมชนเข้มแข็งจะสามารถสถาปนาระบบสุขภาพชุมชนอันกว้างใหญ่ไพศาล อำนวยประโยชน์สุขให้มหาชนชาวสยามอย่างไพศาล

กระทรวงสาธารณสุขและองค์กรสุขภาพต่างๆ ควรรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้

(6.) ยุทธศาสตร์การสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน

ในแต่ละพื้นที่มีความดีอยู่แล้วโดยไม่มีใครรู้เห็น ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้อาจเป็นชาวบ้าน ครู พระ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทนายความ สื่อมวลชน หรือองค์กร เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล บริษัท ฯลฯ หากมีการทำแผนที่คนดีในทุกพื้นที่โดยโรงเรียน โดยวัด โดยโรงพยาบาล โดยชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นใด แล้วนำมาสื่อสารกันให้รู้ในวงกว้าง จะสามารถทำให้ความดีขยายตัวเต็มแผ่นดิน

ยุทธศาสตร์นี้กำหนดให้สื่อสารมวลชนของรัฐนำเรื่องราวของการทำความดีมาสื่อสารกันอย่างกว้างขวางเป็นประจำ

ควรออก พ.ร.บ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจเงิน สามารถสื่อสารทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และส่งเสริมการสื่อสารชุมชน ให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รับรู้ความดีความงามที่มีในแผ่นดิน และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ประเทศจะเกิดความถูกต้องดีงามโดยรวดเร็ว

รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อสารมวลชนของรัฐ ควรรับผิดชอบยุทธศาสตร์นี้

เท่าที่กล่าวมาทั้ง 6 ยุทธศาสตร์เป็นเพียงการฉายตัวอย่างอย่างย่นย่อ เมื่อมีการทำยุทธศาสตร์จริงสามารถลงรายละเอียดและเพิ่มเติมได้อีกมาก


ดูลิงค์ที่เกี่ยวข้องนคะ

http://www.dusit.ac.th/department/osm/osm_pdf/h5/news2.pdf

ถึงตอนนี้เราคาดหวังอยากให้สังคมเป็นสังคมคุณธรรม ก็คงต้องเราต้นที่เราเองก่อนคะโดยการทำความดี คิดดี ทำดี สุดท้ายก็จะส่งผลให้สังคมดีตามด้วย วันนี้เราทำความดีแล้วยัง

7.คิดอย่างไรกับวันสิ้นโลก

สถานะการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันทำให้หลายกระแสพูดถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 วันสิ้นโลกจะเป็นความจริงหรือปล่าว ลองชมดูนะคะ




 












ดูวิดิโอแล้วลองอ่านลิงค์ นี้นะคะ คิดเห็นอย่างไร เชื่อหรือไม่ ใช้วิจารณญาณเอาเองนะคะ แต่มีอย่างหนึ่งที่น่าคิดก็คือมนุษย์เป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน หากเราไม่ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติก็จะลงโทษเราอย่างที่เราเห็น

http://www.postjung.com/external.php?url=http%3A%2F%2Fforum.mthai.com%2Fview_topic.php%3Ftable_id%3D1%26amp%3Bcate_id%3D34%26amp%3Bpost_id%3D32897

http://board.palungjit.com/f178/2012-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-194385.html

เรามาคิดเล่นๆนะคะ ถ้ามันสิ้นโลกมันเป็นความจริง เวลาที่เหลืออยู่ของเราตอนนี้
ถ้าเราเหลือเวลา 1 ปี เราจะอยากทำอะไร?
ถ้าเหลือ 1 เดือนละ ?
1 วัน ?
1 ชั่วโมง ?
1 นาที ?

ใครมีคำตอบให้กับตัวเองลองมาแชร์แบ่งปันเล่าสู่กันฟังนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

6. ความสุขอยู่ข้างใน เหตุเนื่องมาจากเตียวขึ้นดอยพระพุทธบาทสี่รอย

เพิ่งรู้สึกว่าความสุขจากข้างในเป็นอย่างไร หลังจากไปเดินขึ้นดอยที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย จังหวัดเชียงใหม่ ในคืนวันที่ 18-19 มีนาคม 2554  ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจ ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อนแค่ไปร่วมพิธีแล้วกลับ ไม่ได้เดินขึ้นดอยกับเขา ลองอ่านตำนานพระพุทธบาทสี่รอยตามลิงค์นี้คะ
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14761
ประเพณีเตียว (เดิน) ขึ้นดอยในวันเพ็ญเดือนหกเหนือของวัดพระพุทธบาทสี่รอย เริ่มมาจากการที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ได้นำญาติโยมสาธุชนเดินขบวนขึ้นไปยังวัดพระพุทธบาทสี่รอย เมื่อปี พ.ศ.2472 ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีถนนหนทาง ต้องเดินบุกป่าฝ่าดงข้ามลำห้วยด้วยความยากลำบาก เมื่อขึ้นไปถึงเช้าวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 จึงร่วมกันทำบุญสรงน้ำพระพุทธบาทสี่รอย แล้วอยู่ปฏิบัติธรรม 1 คืน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเพณีดังกล่าวได้จัดสืบทอดกันมาตามเจตนารมณ์ของครูบาศรีวิชัย ที่เป็นแบบอย่างแนวทางแก่ชนรุ่นหลังได้ปฏิบัติต่อเนื่องเป็นพุทธบูชา
วันที่ 18-19 มีนาคม 2554ทางวัดจะจัดให้มีประเพณี สรงน้ำ พระพุทธบาทสี่รอย ประเพณีเตียวขึ้นดอย (เดินขึ้นเขา)โดยวันที่ 18 มีนาคม 2554 เป็นวันเดียวขึ้นดอย-เดินถวายเป็นพุทธบูชาเริ่มเดินจากหน้าวัดหนองก๋าย ถึงวัดพระพุทธบาทสี่รอย  (รู้สึกว่าระยะทางจะประมาณ 16 กิโลเมตรนะคะ)วันที่ 19 มีนาคม 2554 เป็นวันถวายน้ำสรงพระราชทาน สืบชะตาหลวงสะเดาะเคราะห์ทำพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี และเปิดให้บุคคลทั่วไปได้ร่วมสรงน้ำรอยพระพุทธบาทฯด้วยในสมัยที่หลวงปู่ท่านยังทรงสังขารท่านเมตตากล่าวกับศิษย์ท่านหนึ่งว่าหากมีเวลาให้ไปกราบพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อขอขมาพระรัตนตรัย จะทำให้กรรมบรรเทาเบาบางลงเพราะที่นั่นมีรอยพระพุทธบาทพระพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์และในอนาคตกาล พระศรีอริยเมตไตรยก็จักเสด็จมาประทับรอยที่ ๕เป็นการปิดมหาภัทรกัปป์
         ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็จะขอเดินขึ้นดอยเพื่อเป็นบุญกับตนเองสักครั้งหนึ่ง ยอมรับว่าเหนื่อยสุดๆ แต่ก็พยามยามแข็งใจเดิน เพราะทางมันขึ้นๆลง ตามไหล่เขา ถ้าหยุดเดินพักเหนื่อย อากาศจะหนาวจนสั่น พอเดินไปสักระยะหนึ่งเสื้อกันหนาวที่ใส่ก็ต้องถอดคาดเอวไว้ ระยะ3-4 กิโลเมตรไม่ค่อยเท่าไร เดินยังไหว เพราะทางไม่ชันสักเท่าไร แต่พอกิโลเมตรที่ 5 ขึ้นไป โดยเฉพาะ กิโลเมตรที่10กว่าขึ้นไปโหดสุดๆ เขาบอกไว้ว่าถ้าเราตั้งจิตอธิฐาน มีสมาธิเราก็จะไม่ทรมานค่อยๆเดินไปจนถึง แต่บังเอิญไม่ทราบมาก่อน ถึงกิโลเมตรสุดท้าย ขาเดินมันไม่ไหว และคณะที่เราเดินด้วยกันมีหลานอายุ 9 ขวบ และ 11 ขวบ ด้วย สงสารหลานและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกเท่าไรจึงจะถึงเป้าหมาย ก็เลยขึ้นรถไปถึงวัด ใช้เวลาแค 10 กว่านาที รู้อย่างนี้ก็คงกลั้นใจเดินต่อเพื่อให้ถึงจุดหมาย ไว้ปีหน้าจะขึ้นให้ถึงเป้าหมาย





คณะของเรามีเด็ก 2 คน ผู้ใหญ่ 5 คน มีคนไปถึงเป้าหมาย 1 คน นอกนั้นเหลือแค่ 1 กิโลเมตรเองที่จะถึง สงสารเจ้าตัวเล็กอ้วนๆ 2 คน สัญญาว่าไว้ปีหน้าถึงแน่ๆๆคะก่อนขึ้นดอยจะเริ่มพิธีที่หน้าวัดหนองก๋าย ระลึกถึงครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ใช้เวลา 6 โมงเย็น ถึง 2ทุ่มกว่า จากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนเดินขึ้นดอยเพื่อเป้นพุทธบูชา ประมาณ 3 ทุ่ม ถึงวัดพระพุทธบาทสี่รอย  ประมาณ ตี 4 ส่วนคณะที่เดินจูงพระพระบุษบก พร้อมเครื่องสักการะถึงวัดประมาณตี 5 ตามระยะทางที่เดินเหมือนกับเราเดินค่ายลูกเสือแต่ละจุดจะมีนำ อาหาร ขนม กาแฟ เครื่องดื่ม ข้าวต้ม ฯลฯ มากมาย ที่มีผุ้ใจบุญจัดให้เราไว้ตลอดเส้นทางตามจุดต่างๆ โหทึ่งมากจริงกับพลังศรัทธาของผู้คนทั้งผู้เดินและผู้มีจิตศรัทธา ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือทำเพื่อถวายเป้นพุทธบูชา สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง นับได้ว่ามีผู้คนมาร่วมมากมายหลายจังหวัดไม่เฉพาะแต่เชียงใหม่ มีทุกเพศ ทุกวัย เอาบรรยากาศในพิธีก่อนเดินขึ้นดอยมาฝากคะ








ศรัทธาของผู้คนมาจากสารทิศ

ต่อไปก็จะเป้นภาพบรรยากาศการเดินขึ้นดอย ถ่ายภาพไม่ได้มาก มืดและผู้คนแออัดมาก ต่างก็อยากจะได้ลากบุษบกกัน พยายมเดินจนได้ไปจุงลากเชือกกับเขา แต่กลัวเหยีบเท้ากัน เลยแยกเดินต่างหาก คิดว่าหากใจเราตั้งใจที่จะเดินแล้วอยู่ที่ไหนก็คงได้บุญเหมือนกัน ตลอดเส้นทางบรรยากาศดีมาก มีพระจันทร์เต็มเดือนส่องสว่างไปตามทางที่เราเดิน มีผู้คนที่มีจิตศรัทธาเดียวกันร่วมเดินทางเป็นเสมือนญาติธรรม ช่วยเหลือกันและตลอดเส้นทางก็จะมีจุดบริการน้ำ อาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม ตลอด แรกก็เดินแบบสบายๆ ต่อพอขึ้นกิโมเมตรที่ 10 เป็นต้นไป ทางชันขึ้นเขาลงเขาเหนื่อยมากจนพูดไม่ออก เจ็บเท้า เจ็บขา จนเดินเกือบไม่ได้ตั้งแข็งใจเดิน เราต้องไปให้ถึงจุดหมาย ไม่มีอารมณ์เก็บภาพ นึกอย่างเดียวเมื่อไรจะถึงซะที อากาศก็หนาวเย็นมาก เวลาเดินก็อุ่น แต่พักเหนื่อยก็หนาวเข้ากระดูกเลยทีเดียวสลับกันแบบนี้ตลอดทาง สุต้องบอกว่าดยอดของความอดทนเลยคะ โดยเฉพาะหลาน 2 คน ที่ตั้งใจเดินไปด้วยกัน มีงอแงบ้าง แต่ก็ไม่ท้อ ลองดูบรรยากาศนะคะ




ตลอดเส้นทางก็จะมีอาหาร เครื่องดื่ม ของว่าง ผลไม้ ตลอดเส้นทาง เห้นข้างหลังนี้คือเฉพาะคณะของเรา



 มาดูบรรยากาศความเหนื่อยสุด ตรงไหนก็นั่งได้ มันเมื่อยล้า อ่อนแรง หลังจากกลับลงมา เราพูดกัันว่าไม่น่าเชื่อว่าตลอดเส้นทางขึ้นเขา 10 กว่ากิโลเมตรนี้ลงเคยนั่งพัก บางคนก็นอนแผ่ พักเหนื่อยกันมาแล้ว และตรงไหล่ทางบางแห่งมันก็เป็นเหวลึกลงไป



ขึ้นมาถึงข้างบน อาการเหนื่อยหายเลยคะ สวยงามมาก และอากาศหนาวเย็นมากคะ



ตอนเช้าได้ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ได้บุญกันถ้วนหน้า



เก็บภาพวิว สวยๆ มาฝากคะ

ไว้ปีหน้า จะพิชิตเดินขึ้นดอยพระบาทสี่ดอยใหม่ให้สำเร็จ สาธุ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

4.พลังศรัทธา1

คุณเคยศรัทธาอะไรบ้างหรือเปล่า 

       นึกย้อนไปในอดีตตอนเรายังเป็นเด็กจำได้ว่าศรัทธาเริ่มแรกของตนเองคือพ่อ-แม่ จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ที่มีส่วนหล่อหลอมเราให้เป็นเราอยู่ทุกวันนี้ พอเข้าโรงเรียนครูเป็นบุคคลต่อมาที่ทำให้เราศรัทธาในอาชีพ จนทำให้เราเจริญตามรอยท่านเลือกอาชีพครูในปัจจุบัน และในช่วงชีวิตของเราการเดินทางของชีวิต สิ่งที่ได้พบเห็นก็มีหลายครั้งที่ทำให้เรารู้สึกศรัทธาต่อผู้คนที่พานพบ ชื่นชมในแนวคิด ทัศนคติ ของบุคคล  ศรัทธาต่อองค์กร หน่วยงาน สถาบัน เป็นแบบอย่างให้แก่เรา
        ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดูข่าวของคุณสมศักดิ์ เหมรัญ ในเรื่องเล่าเช้านี้ รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของพลังศรัทธา ทุกสิ่งสามารถเอาชนะได้หากเรามีศรัทธา ลองชมดูนะคะ





ดูแล้วซึ้งจัง ดูรายการคนค้นตน ตอนคนเล็กหัวใจใหญ่ ย้อนกลับมาดูตัวเอง ที่มีครบทุกอย่างแค่เสียใจ แค่ล้มเหลวในบางสิ่ง แรงศรัทธาในตัวเองแทบจะไม่มีลุกขึ้นมาใหม่ มาสร้างพลังศรัทธาให้กับตนเองกันนะคะ





ช่วงนี้คุณพ่อป่วย ก็หาข้อมูลวิธีการดูแลรักษาตามเวบไซต์ต่างๆ เจอบล๊อกของคนพิการหลายท่านที่น่าสนใจ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ทึ่งมากๆกับวิธีคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้และทำประโยชน์ให้แก่สังคม ที่เราคนปกติต้องอายเลยทีเดียว ชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของพลังใจ พลังศรัทธาของพวกเขาจริงๆ ลองเข้าไปอ่านดูนะคะเรื่องเล่าจากคนพิการคนหนึ่ง(รุนแรง)


 ดูแล้ว ถึงตอนนี้เราคงต้องถามตัวเองแล้วละว่าเวลาที่เหลืออยู่ของเรา เราจะทำประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม ได้มากน้อยเพียงไร

 ใครมีศรัทธาอะไรที่ดีๆ เม้นท์แบ่งปันเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ





วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

3.การบริจาคโลหิต

             มีคนพูดว่าการบริจาคโลหิตคือการทำบุญ ซึ่งนอกจากจะได้บุญแล้วร่างกายเราก็ได้ประโยชน์จากการบริจาคโลหิต โดยส่วนตัวแล้วถ้ามีโอกาสก็มักจะบริจาคทุกครั้งเช่นวันเกิด การออกหน่วยเคลื่อนที่ของอำเภอ จังหวัด ก็มักจะไม่พลาดโอกาส เพราะคิดว่าโลหิตของเราอาจช่วยชีวิตหรือให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นได้บ้าง วันนี้เอาข้อมูลของการบริจาคโลหิตมาฝาก
             การบริจาคโลหิต คือการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านขบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
           การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 - 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
1.      เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
2.      มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3.      ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
4.      ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
5.      ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
6.      ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
7.      ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
8.      งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
9.      ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
10.  ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
11.  ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
12.  ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
13.  มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
14.  ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
15.  ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
16.  ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
17.  ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
18.  ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
19.  สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
20.  งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
21.  รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
การบริจาค
เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้ ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค
หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจาคตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้
  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
  • งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
  • รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
  • หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
1.      ได้รับความภาคภูมิใจ ในการบริจาค
2.      ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
3.      เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
4.      ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
ข้อมูล    http://th.wikipedia/.
        ทุกครั้งที่บริจาคโลหิต ก็จะมีความสุขและครั้งนี้และหลายๆครั้งก็ได้ชักชวนเด็กนักเรียนไปร่วมบริจาคด้วย
ตรวจกรุ๊ปเลือดคะ  น้ำหนักไม่ถึง พักผ่อนไม่เพียงพอก็ให้เลือดไม่ได้คะ


รอเจ้าหน้าที่ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส


เจ็บนิดหนึ่ง


บริจาคโลหิตเรียบร้อยแล้วคะ กลับโรงเรียนได้



      ถ้ามีโอกาสขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความดีโดยการบริจาคโลหิตกันนะคะ ชักชวนกันมาเป้นหมู่คณะก็ดีจะได้มีเพื่อนและไม่กลัวเข็มฉีดยา เจ็บแค่มดกัดเท่านั้นเองคะ ใครมีประสบการณ์ในการบริจาคโลหิตก็แบ่งปันประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ


5.เพลง "ศรัทธา"มาฝาก



ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา ...
ศรัทธาไม่มีถอย ขอเป็นกำลังใจในการสร้างศรัทธาของทุกคน

อีกเพลงหนึ่งที่ชอบ แสงดาวแห่งศรัทธา ลองฟังดูนะคะ



บทเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ของคาราวาน


ใครชอบบ้างช่วยเม้นท์กลับด้วยนะ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

2.ก้อนหินในสายน้ำ

คือการรักษาความเป็นกลางของหัวใจ เคยบ้างไหมที่ความรู้สึกเราเอนเอียง อ่อนไหว ไปตามกระแส 
เอนเอียงเพราะรัก...
เอนเอีบงเพราะชอบ ...
เอนเอียงเพราะเกลียด ... 
เอนเอียงพราะอคติ   และอีกสาระพัดเหตุผล ฯลฯ ที่มาตัดสินคน
การเอนเอียงที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนทำให้เราขาดความเป็นกลาง จากข้อเท็จจริง ไม่ยอมรับ หรือพยายามที่จะไม่รู้ จะทำให้ใจเราเริ่มเป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้พิพากษา ผู้คน หรืออื่นๆ โดยขาดความเป็นกลาง ทำให้ใจเราไม่มีความสุข ดังนั้นเราควรหัดเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตุการณ์ เป็นผู้ที่อยู่เฉยๆ ไม่แบ่งพรรค แบ่งพวก เปิดรับฟังเสียง อย่าให้ความลำเอียงมามีอิทธิพลในจิตใจควรฟังทุกอย่างด้วยหัวใจ

              ความเป็นกลางของใจ เปรียบกับความหนักแน่นของก้อนหินในสายน้ำ จะทำให้ตนเองอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน และมีความเป็นเนื้อแท้



              การเปลี่ยนแปลงใดๆในสังคมมักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แทบทั้งสิ้น ดวงไฟที่สว่างมีเพียงไม่กี่ดวง แต่สามารถไล่ความมืดมิดเป็นบริเวณกว้างได้ เช่นเดียวกับความสว่างที่ส่องจากใจ เมื่อปราศจากสิ่งใดปิดกั้น แสงที่สาดออกไปรอบทิศย่อมสมำ่เสมอ ไม่มีบางมืด บางแห่งสว่าง เป็นแสงที่มีความอบอุ่น สุกสว่างงดงามกว่าแสงใดๆ ในโลกนี้

ดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับหัวใจเราเป็นผู้ตัดสิน
คุณธรรมไม่ใช่รอให้คนอื่นทำ ความดีหากเราไม่ทำแล้วใครจะทำ



(บางตอนจากหนังสือหัวใจสีขาว ของดนัย จันทร์เจ้าฉาย)

            ในสังคมของการทำงานหากเราปฏิเสธความขัดแย้งไม่ได้ ให้หมั่นบอกและเตือนตนเองให้หนักแน่นอยู่ในความจริง เป็นกลาง มีเหตุผล เพื่อบรรยากาศในการทำงานอย่างมีความสุข กระทบกระทั่งกันบ้าง ก็ให้อภัยกันไป แต่ที่สำคัญต้องมีหลักยึดในตนเองบนความถูกต้อง ชอบธรรม ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบใคร และมุ่งประโยชน์ของงานมากกว่าความรู้สึกส่วนตน
     

1. พลังใจ

ชอบคำๆนี้ เพราะมันมากกว่าคำว่า "กำลังใจ" เมื่อไรก็ตามที่เราท้อแท้ สิ้นหวัง หรือล้มเหลว หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า  หรือรู้สึกกดดันต่อเรื่องบางเรื่อง ขอเพียงแค่มีพลังใจเป็นแรงขับเคลื่อนเราก็จะไปสู่ความสำเร็จได้ เราก็จะชนะได้ ขอเราแค่กล้าที่จะสร้างเอง

"ยอดเขาสูง     เพียงใร       คนใจกล้า
ยังอุตสาห์       ปีนป่าย       ไปจนถึง
งานยากเย็น     เช่นกัน        หมั่นคำนึง
พากเพียรจึง     สำเร็จ         เสร็จสมใจ"
                               
                                      วรรณี ศิริบุญ จากหนังสือกล้าเริ่มใหม่ ...กล้าเปลี่ยนแปลงตนเอง

             ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว การเรียน การทำงานจะเป็นผู้ที่มีพลังใจในตนเอง ซึ่งเป็นแรงจับที่คอยกระตุ้นให้มีความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ต้องการจนสำเร็จบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อต่อ อุปสรรคใด ๆ พลังใจที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ความมุ่งมั่น ตั้งใจอันแน่วแน่เป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเรานั้น เอง
            
            การที่จะมีพลังใจในชีวิตได้ จะต้องเริ่มต้นที่การรู้จักตนเองก่อน ว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นที่ต้องการมาก ที่สุดในชีวิตของเรา แล้วนำสิ่งนั้นมาตั้งเป็นจุดหมาย เช่น ในเรื่องของการเรียนก็ต้องมีเป้าหมายของการที่จะนำ เอาความรู้ ความสำเร็จในการศึกษาไปใช้ในการดำรงชีวิตซึ่งจะทำให้เรามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น นำความต้องการนั้นมาเป็นเป้าหมาย บวกกับความมั่นใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเองว่าเราสามารถที่จะทำได้ สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีทำให้ชีวิตมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเราเอง เรามาเสริมสร้างพลังใจให้มีขึ้นในตัว เราได้ตามแนวทาง 5 ประการ ดังนี้

ประการแรก เป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นและมีเหตุผล เป็นผู้นำด้านความคิดให้แก่ตัวเอง สามารถ ตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง

ประการที่สอง พึ่งตนเอง ดังคำกล่าวที่ว่า " ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน " ยังนำมาใช้ได้ไม่ล้าสมัย พยายามทำ สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่ควรพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา

ประการที่สาม กล้าเผชิญปัญหา ต่อสู้กับอุปสรรค ยอมรับได้ทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง คิดว่า ปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสดังนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า " ปัญหามาปัญญาเกิด "

ประการที่สี่ ทำทุกอย่างเต็มความสามารถ ใช้ความสามารถของตนเองให้เต็มที่ มีความรับผิดชอบ ตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ ทำให้ดีที่สุดทั้งกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังใจเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมาย

ประการที่ห้า พัฒนาตนเอง พยายามแข่งขันกับตนเองอยู่เสมอ โดเฉพาะการพัฒนาจิตให้บริสุทธิ์เปิดใจ มองโลกให้กว้าง รู้จักให้รวมถึงการให้อภัยด้วย

ดังนั้น เมื่อเรามีพลังใจแน่วแน่สามารถทำได้อย่างไม่ย่อท้อ ความภาคภูมิใจความมีคุณค่าในตนเอง ก็เป็นสิ่งที่ตามมา ความสำเร็จย่อมอยู่ในมือของเรา แม้ดวงใจดวงน้อยนิดพิชิตอุปสรรคได้ ถ้าใส่พลังใจเต็มเปี่ยม

 
By: ธาริณี มาลัยมาตร์ พยาบาลวิชาชีพ (http://www.love4home.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=108084&Ntype=4)

             ก็คงเป็นความจริงที่ว่า ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยตัวเรา ถึงแม้จะมีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ  แก่เรามากมายเพียงไร หากใจเราไม่พยายามที่จะช่วยเหลือตัวเอง    มาสร้างพลังใจเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่ชีวิต และสังคม ด้วยกันนะคะ

     " ทุกย่างก้าว      เพียงแค่กล้า          จะฝ่าพ้น
       ทุกยามฝัน      เพียงกล้าผจญ        จะด้นถึง
       ทุกก้าวล้ม       เพียงกล้าลุก           จะฉุดดึง
       ขอทุกฝัน        ไปถึง                     ที่กล้าคิด"