วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

3.การบริจาคโลหิต

             มีคนพูดว่าการบริจาคโลหิตคือการทำบุญ ซึ่งนอกจากจะได้บุญแล้วร่างกายเราก็ได้ประโยชน์จากการบริจาคโลหิต โดยส่วนตัวแล้วถ้ามีโอกาสก็มักจะบริจาคทุกครั้งเช่นวันเกิด การออกหน่วยเคลื่อนที่ของอำเภอ จังหวัด ก็มักจะไม่พลาดโอกาส เพราะคิดว่าโลหิตของเราอาจช่วยชีวิตหรือให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นได้บ้าง วันนี้เอาข้อมูลของการบริจาคโลหิตมาฝาก
             การบริจาคโลหิต คือการเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านขบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
           การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 - 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
เตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
เพื่อที่ผู้บริจาค จะไม่ต้องเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ในการรอบริจาค ผู้บริจาคควรสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการบริจาคหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาค ควรมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้
1.      เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 - 60 ปี
2.      มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3.      ไม่มีประวัติการเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปี
4.      ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
5.      ผู้หญิง ไม่อยู่ในระยะประจำเดือน หรือ มีครรภ์
6.      ไม่ควรบริจาคหลังทำการผ่าตัด ในระยะ 6 เดือน
7.      ผู้เคยรับโลหิตงดบริจาค 1 ปี
8.      งดสูบบุหรี่ก่อนบริจาค 12 ชั่วโมง
9.      ไม่ทานยาแก้อักเสบก่อนบริจาค 1 สัปดาห์
10.  ไม่ได้รับเลือดจากผู้อื่นมาระยะ 6 เดือน
11.  ไม่ได้รับวัคซีนภายใน 14 วัน เซรุ่มภายใน 1 ปี
12.  ไม่ได้มีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่สมรส
13.  มีการนอนหลับสนิท ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง
14.  ไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อการบริจาคโลหิต เช่น กามโรค โรคติดเชื้อต่าง ๆ ไอเรื้อรัง ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ หยุดยาก โรคเลือดชนิดต่าง ๆ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ มะเร็ง หรือโรคอื่นๆ
15.  ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หรือสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ท่านหรือคู่สมรสของท่าน เคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชาย ที่ขายบริการทางเพศ หรือ มีเพศสัมพันธ์แบบชายรักชาย
16.  ไม่ทำการเจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็มในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
17.  ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเคยเป็นผู้ที่เสพยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยา
18.  ไม่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์
19.  สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
20.  งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
21.  รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
การบริจาค
เมื่อถึงหน่วยบริจาครับบริจาคโลหิต จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน นำใบกรอกเพื่อเขียนประวัติของผู้บริจาคและเซ็นชื่อยินยอม และยอมรับว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง
เมื่อกรอกเรียบร้อยจะถึงขั้นตอนการวัดความดัน และตรวจโลหิตขั้นต้น เพื่อคัดกรองโลหิตในขั้นต้น และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคเอง
หลังจากนั้นผู้บริจาคจะถูกพามานอนบนเตียงบริจาคเพื่อเจาะเข็มเข้าเส้นเลือด เพื่อนำโลหิตใส่ยังถุงโลหิต เป็นจำนวน 350 - 450 มิลลิลิตร เจ้าหน้าที่นำเข็มเจาะออก ควรนอนพักเพื่อปรับสภาพสักครู่
เมื่อลุกออกจากเตียง ควรรับอาหารว่าง ที่ทางหน่วยบริการจัดเตรียมไว้ ซึ่งหลักๆ ได้แก่ น้ำหวาน (น้ำแดง) และ ขนมที่ทำมีธาตุเหล็ก พร้อมทั้งรับ ธาตุเหล็กกลับไปรับประทาน
การปฏิบัติตัวหลังการบริจาค
หลังจากการบริจาคโลหิตแล้ว ผู้บริจาคควรปฏิบัติตนหลังการบริจาคตามคำแนะนำ เพื่อประโยชน์ของผู้บริจาคเอง ดังนี้
  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติหลังบริจาคเป็นเวลา 2 วัน
  • งดออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อหลังการบริจาค หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานใช้แรง หรือใช้กำลังมาก ควรหยุดพักหนึ่งวัน
  • รับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
  • หลีกเลี่ยงการใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
1.      ได้รับความภาคภูมิใจ ในการบริจาค
2.      ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ ระบบ RH
3.      เสมือนได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย เนื่องจาก โลหิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ หากเป็นโรคร้ายแรง ทางสภากาชาดจะส่งเอกสารข้อมูลไปยังที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้
4.      ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ต้องการเลือด เป็นการใช้ชีวิตต่อชีวิต
ข้อมูล    http://th.wikipedia/.
        ทุกครั้งที่บริจาคโลหิต ก็จะมีความสุขและครั้งนี้และหลายๆครั้งก็ได้ชักชวนเด็กนักเรียนไปร่วมบริจาคด้วย
ตรวจกรุ๊ปเลือดคะ  น้ำหนักไม่ถึง พักผ่อนไม่เพียงพอก็ให้เลือดไม่ได้คะ


รอเจ้าหน้าที่ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส


เจ็บนิดหนึ่ง


บริจาคโลหิตเรียบร้อยแล้วคะ กลับโรงเรียนได้



      ถ้ามีโอกาสขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความดีโดยการบริจาคโลหิตกันนะคะ ชักชวนกันมาเป้นหมู่คณะก็ดีจะได้มีเพื่อนและไม่กลัวเข็มฉีดยา เจ็บแค่มดกัดเท่านั้นเองคะ ใครมีประสบการณ์ในการบริจาคโลหิตก็แบ่งปันประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ


1 ความคิดเห็น: