ยุทธศาสตร์ 6 ประการ เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม
- ข้อเขียนของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส เรื่อง "คุณธรรมนำการพัฒนา ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม" ซึ่งเป็นแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านคุณธรรม
(1.) ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด
ในทุกจังหวัดมีความร่วมมือกันในทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และประชาสังคม ส่งเสริมการพัฒนาอย่างบูรณาการที่มีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐาน โดยเน้นการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่
ควรมีการจัดสรรการใช้ที่ดินและเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้คนจำนวนมากที่สุด สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างบูรณาการ
กระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ ด้วยความสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายองค์กรทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
(2.) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม
ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อจัดความสัมพันธ์ใหม่ในสังคม หรือ องค์กรใดที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง ทำให้ประชาธิป
ไตยและศีลธรรมเป็นไปได้
ความสัมพันธ์ในแนวราบมีพื้นฐานอยู่ที่การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาค และเข้ามารวมตัวร่วมคิดร่วมทำอย่างเท่าเทียมกัน เรียกว่า มีความเป็นประชาสังคม
ถ้าไม่มีความเป็นประชาสังคม การหวังที่จะเห็นสังคมศีลธรรมเป็นไปไม่ได้เลย และไม่อาจมีประชาธิปไตยโดยปราศจากความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรเป็นเจ้าภาพหลักในการทำยุทธศาสตร์นี้
(3.) ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้
การพัฒนาการศึกษา ควรจะใช้ความดี หรือ คุณธรรมนำแล้วตามด้วยความรู้ แท้ที่จริงความดีหรือคุณธรรมคือปัญญา
ความรู้กับปัญญาต่างกัน ความรู้อาจจะรู้อะไรเป็นเรื่องๆ และมักจะไม่มีจริยธรรมกำกับ แต่ปัญญาหมายถึงรู้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรู้ตัวเองด้วย การรู้ทั้งหมดและรู้ตัวเองทำให้สามารถจัดความสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้อื่นและสิ่งอื่นอย่างถูกต้อง
ในยุทธศาสตร์นี้ควรลดการเรียนแบบท่องวิชาลง แต่เพิ่มการเรียนรู้ในชีวิตจริงปฏิบัติจริง ชีวิตจริงหรือวิถีชีวิตร่วมกัน คือ วัฒนธรรม มนุษย์เรียนรู้ได้ดีที่สุดในฐานวัฒนธรรม
การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เอาชีวิตและการศึกษามาอยู่ที่เดียวกัน ไม่ใช่แยกส่วนอย่างการศึกษาปัจจุบัน ว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง โดยแยกไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สิ่งที่เรียนรู้ในฐานวัฒนธรรมให้เป็นปัญญาที่สูงขึ้น แล้วนำปัญญากลับลงไปใช้ในชีวิตจริงและปฏิบัติจริงอีก
กระทรวงศึกษาธิการควรจะเป็นแกนในการสร้างและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้
(4.) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งขององค์กรทางศาสนา
องค์กรทางศาสนาเป็นทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลของแผ่นดิน ทั้งประเทศมีวัดอยู่ประมาณ 30,000 แห่ง มีมัสยิดหลายพันแห่ง องค์กรทางศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นอีกจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากเท่าวัดและมัสยิด องค์กรทางศาสนาเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีบทบาททั้งทางสังคม ทางวัฒนธรรมทางจิตใจ และทางการศึกษา การพัฒนาสมัยใหม่ได้ทอดทิ้งองค์กรทางศาสนาไป
ปัญหาของคนสมัยใหม่ที่สำคัญคือความเครียด ถ้าส่งเสริมการจัดการวัดให้เป็นที่สะอาดร่มรื่น มีอาจารย์สอนกรรมฐาน วัดจะช่วยให้เกิดสุขภาวะทางจิตและการพัฒนาจิตใจอย่างมาก
พระที่วัดอาจวิจัยค้นคว้าหาผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในชุมชนแล้วนำมาสื่อสารกันเช่นเดียวกับที่โรงเรียนทำ ก็จะเป็นเครื่องขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน
สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา ศูนย์คุณธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชุมชนท้องถิ่น ควรจะรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ อาจส่งเสริมให้มีเครือข่ายนักธุรกิจเพื่อศาสนา เข้ามาร่วมส่งเสริมการจัดการขององค์กรทางศาสนา
(5.) ยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์
ระบบบริการสุขภาพเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคนตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน
ถ้ามีการจัดระบบบริการและพัฒนาจิตสำนึกของบุคลากรสาธารณสุขให้บริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้ ระบบบริการสุขภาพก็จะเป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมอันยิ่งใหญ่
นอกจากนั้น หากโรงพยาบาลชุมชนเข้มแข็งร่วมกับชุมชนเข้มแข็งจะสามารถสถาปนาระบบสุขภาพชุมชนอันกว้างใหญ่ไพศาล อำนวยประโยชน์สุขให้มหาชนชาวสยามอย่างไพศาล
กระทรวงสาธารณสุขและองค์กรสุขภาพต่างๆ ควรรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้
(6.) ยุทธศาสตร์การสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อขยายความดีให้เต็มแผ่นดิน
ในแต่ละพื้นที่มีความดีอยู่แล้วโดยไม่มีใครรู้เห็น ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้อาจเป็นชาวบ้าน ครู พระ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทนายความ สื่อมวลชน หรือองค์กร เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล บริษัท ฯลฯ หากมีการทำแผนที่คนดีในทุกพื้นที่โดยโรงเรียน โดยวัด โดยโรงพยาบาล โดยชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นใด แล้วนำมาสื่อสารกันให้รู้ในวงกว้าง จะสามารถทำให้ความดีขยายตัวเต็มแผ่นดิน
ยุทธศาสตร์นี้กำหนดให้สื่อสารมวลชนของรัฐนำเรื่องราวของการทำความดีมาสื่อสารกันอย่างกว้างขวางเป็นประจำ
ควรออก พ.ร.บ.องค์การสื่อสารสาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจเงิน สามารถสื่อสารทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และส่งเสริมการสื่อสารชุมชน ให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง รับรู้ความดีความงามที่มีในแผ่นดิน และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ประเทศจะเกิดความถูกต้องดีงามโดยรวดเร็ว
รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อสารมวลชนของรัฐ ควรรับผิดชอบยุทธศาสตร์นี้
เท่าที่กล่าวมาทั้ง 6 ยุทธศาสตร์เป็นเพียงการฉายตัวอย่างอย่างย่นย่อ เมื่อมีการทำยุทธศาสตร์จริงสามารถลงรายละเอียดและเพิ่มเติมได้อีกมาก
ดูลิงค์ที่เกี่ยวข้องนคะ
http://www.dusit.ac.th/department/osm/osm_pdf/h5/news2.pdf
ถึงตอนนี้เราคาดหวังอยากให้สังคมเป็นสังคมคุณธรรม ก็คงต้องเราต้นที่เราเองก่อนคะโดยการทำความดี คิดดี ทำดี สุดท้ายก็จะส่งผลให้สังคมดีตามด้วย วันนี้เราทำความดีแล้วยัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น