คือการรักษาความเป็นกลางของหัวใจ เคยบ้างไหมที่ความรู้สึกเราเอนเอียง อ่อนไหว ไปตามกระแส
เอนเอียงเพราะรัก...
เอนเอีบงเพราะชอบ ...
เอนเอียงเพราะเกลียด ...
เอนเอียงพราะอคติ และอีกสาระพัดเหตุผล ฯลฯ ที่มาตัดสินคน
การเอนเอียงที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนทำให้เราขาดความเป็นกลาง จากข้อเท็จจริง ไม่ยอมรับ หรือพยายามที่จะไม่รู้ จะทำให้ใจเราเริ่มเป็นผู้ตัดสิน เป็นผู้พิพากษา ผู้คน หรืออื่นๆ โดยขาดความเป็นกลาง ทำให้ใจเราไม่มีความสุข ดังนั้นเราควรหัดเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตุการณ์ เป็นผู้ที่อยู่เฉยๆ ไม่แบ่งพรรค แบ่งพวก เปิดรับฟังเสียง อย่าให้ความลำเอียงมามีอิทธิพลในจิตใจควรฟังทุกอย่างด้วยหัวใจ
ความเป็นกลางของใจ เปรียบกับความหนักแน่นของก้อนหินในสายน้ำ จะทำให้ตนเองอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน และมีความเป็นเนื้อแท้
การเปลี่ยนแปลงใดๆในสังคมมักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แทบทั้งสิ้น ดวงไฟที่สว่างมีเพียงไม่กี่ดวง แต่สามารถไล่ความมืดมิดเป็นบริเวณกว้างได้ เช่นเดียวกับความสว่างที่ส่องจากใจ เมื่อปราศจากสิ่งใดปิดกั้น แสงที่สาดออกไปรอบทิศย่อมสมำ่เสมอ ไม่มีบางมืด บางแห่งสว่าง เป็นแสงที่มีความอบอุ่น สุกสว่างงดงามกว่าแสงใดๆ ในโลกนี้
ดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับหัวใจเราเป็นผู้ตัดสิน
คุณธรรมไม่ใช่รอให้คนอื่นทำ ความดีหากเราไม่ทำแล้วใครจะทำ
(บางตอนจากหนังสือหัวใจสีขาว ของดนัย จันทร์เจ้าฉาย)
ในสังคมของการทำงานหากเราปฏิเสธความขัดแย้งไม่ได้ ให้หมั่นบอกและเตือนตนเองให้หนักแน่นอยู่ในความจริง เป็นกลาง มีเหตุผล เพื่อบรรยากาศในการทำงานอย่างมีความสุข กระทบกระทั่งกันบ้าง ก็ให้อภัยกันไป แต่ที่สำคัญต้องมีหลักยึดในตนเองบนความถูกต้อง ชอบธรรม ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบใคร และมุ่งประโยชน์ของงานมากกว่าความรู้สึกส่วนตน
หนักแน่ เป็นกลาง ดั่งก้อนหินกลางสายน้ำ..........จะนำไปประยุกต์ครับ......โดยส่วนตัวแล้ว เมื่อก่อนก็เป็นคนเอนเอียงเพราะชอบ เพราะรัก ถึงขั้นแบ่งแยกกัน แต่มาพักหลังๆก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากนัก ....จึงกลับมาเป็นก้อนหิน ก้อนหินที่อยู่ในสายน้ำกลางป่า ไม่วุ่นวายกับใคร อยู่กับชีวิตที่ไม่ยึดติดกับอะไร..........รู้สึกสบายใจไม่ต้องมาค่อยกระวนกระวาย ว่าวันนี้ ใครเป็นอะไรบ้าง ก็ปล่อยไปตามเส้นทางของแต่ละคน ซึ้งเขาได้เลือกเอง
ตอบลบ