วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

6. ความสุขอยู่ข้างใน เหตุเนื่องมาจากเตียวขึ้นดอยพระพุทธบาทสี่รอย

เพิ่งรู้สึกว่าความสุขจากข้างในเป็นอย่างไร หลังจากไปเดินขึ้นดอยที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย จังหวัดเชียงใหม่ ในคืนวันที่ 18-19 มีนาคม 2554  ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจ ซึ่งเมื่อ 2 ปีก่อนแค่ไปร่วมพิธีแล้วกลับ ไม่ได้เดินขึ้นดอยกับเขา ลองอ่านตำนานพระพุทธบาทสี่รอยตามลิงค์นี้คะ
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14761
ประเพณีเตียว (เดิน) ขึ้นดอยในวันเพ็ญเดือนหกเหนือของวัดพระพุทธบาทสี่รอย เริ่มมาจากการที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ได้นำญาติโยมสาธุชนเดินขบวนขึ้นไปยังวัดพระพุทธบาทสี่รอย เมื่อปี พ.ศ.2472 ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีถนนหนทาง ต้องเดินบุกป่าฝ่าดงข้ามลำห้วยด้วยความยากลำบาก เมื่อขึ้นไปถึงเช้าวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 จึงร่วมกันทำบุญสรงน้ำพระพุทธบาทสี่รอย แล้วอยู่ปฏิบัติธรรม 1 คืน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเพณีดังกล่าวได้จัดสืบทอดกันมาตามเจตนารมณ์ของครูบาศรีวิชัย ที่เป็นแบบอย่างแนวทางแก่ชนรุ่นหลังได้ปฏิบัติต่อเนื่องเป็นพุทธบูชา
วันที่ 18-19 มีนาคม 2554ทางวัดจะจัดให้มีประเพณี สรงน้ำ พระพุทธบาทสี่รอย ประเพณีเตียวขึ้นดอย (เดินขึ้นเขา)โดยวันที่ 18 มีนาคม 2554 เป็นวันเดียวขึ้นดอย-เดินถวายเป็นพุทธบูชาเริ่มเดินจากหน้าวัดหนองก๋าย ถึงวัดพระพุทธบาทสี่รอย  (รู้สึกว่าระยะทางจะประมาณ 16 กิโลเมตรนะคะ)วันที่ 19 มีนาคม 2554 เป็นวันถวายน้ำสรงพระราชทาน สืบชะตาหลวงสะเดาะเคราะห์ทำพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี และเปิดให้บุคคลทั่วไปได้ร่วมสรงน้ำรอยพระพุทธบาทฯด้วยในสมัยที่หลวงปู่ท่านยังทรงสังขารท่านเมตตากล่าวกับศิษย์ท่านหนึ่งว่าหากมีเวลาให้ไปกราบพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อขอขมาพระรัตนตรัย จะทำให้กรรมบรรเทาเบาบางลงเพราะที่นั่นมีรอยพระพุทธบาทพระพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์และในอนาคตกาล พระศรีอริยเมตไตรยก็จักเสด็จมาประทับรอยที่ ๕เป็นการปิดมหาภัทรกัปป์
         ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็จะขอเดินขึ้นดอยเพื่อเป็นบุญกับตนเองสักครั้งหนึ่ง ยอมรับว่าเหนื่อยสุดๆ แต่ก็พยามยามแข็งใจเดิน เพราะทางมันขึ้นๆลง ตามไหล่เขา ถ้าหยุดเดินพักเหนื่อย อากาศจะหนาวจนสั่น พอเดินไปสักระยะหนึ่งเสื้อกันหนาวที่ใส่ก็ต้องถอดคาดเอวไว้ ระยะ3-4 กิโลเมตรไม่ค่อยเท่าไร เดินยังไหว เพราะทางไม่ชันสักเท่าไร แต่พอกิโลเมตรที่ 5 ขึ้นไป โดยเฉพาะ กิโลเมตรที่10กว่าขึ้นไปโหดสุดๆ เขาบอกไว้ว่าถ้าเราตั้งจิตอธิฐาน มีสมาธิเราก็จะไม่ทรมานค่อยๆเดินไปจนถึง แต่บังเอิญไม่ทราบมาก่อน ถึงกิโลเมตรสุดท้าย ขาเดินมันไม่ไหว และคณะที่เราเดินด้วยกันมีหลานอายุ 9 ขวบ และ 11 ขวบ ด้วย สงสารหลานและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกเท่าไรจึงจะถึงเป้าหมาย ก็เลยขึ้นรถไปถึงวัด ใช้เวลาแค 10 กว่านาที รู้อย่างนี้ก็คงกลั้นใจเดินต่อเพื่อให้ถึงจุดหมาย ไว้ปีหน้าจะขึ้นให้ถึงเป้าหมาย





คณะของเรามีเด็ก 2 คน ผู้ใหญ่ 5 คน มีคนไปถึงเป้าหมาย 1 คน นอกนั้นเหลือแค่ 1 กิโลเมตรเองที่จะถึง สงสารเจ้าตัวเล็กอ้วนๆ 2 คน สัญญาว่าไว้ปีหน้าถึงแน่ๆๆคะก่อนขึ้นดอยจะเริ่มพิธีที่หน้าวัดหนองก๋าย ระลึกถึงครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ใช้เวลา 6 โมงเย็น ถึง 2ทุ่มกว่า จากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนเดินขึ้นดอยเพื่อเป้นพุทธบูชา ประมาณ 3 ทุ่ม ถึงวัดพระพุทธบาทสี่รอย  ประมาณ ตี 4 ส่วนคณะที่เดินจูงพระพระบุษบก พร้อมเครื่องสักการะถึงวัดประมาณตี 5 ตามระยะทางที่เดินเหมือนกับเราเดินค่ายลูกเสือแต่ละจุดจะมีนำ อาหาร ขนม กาแฟ เครื่องดื่ม ข้าวต้ม ฯลฯ มากมาย ที่มีผุ้ใจบุญจัดให้เราไว้ตลอดเส้นทางตามจุดต่างๆ โหทึ่งมากจริงกับพลังศรัทธาของผู้คนทั้งผู้เดินและผู้มีจิตศรัทธา ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือทำเพื่อถวายเป้นพุทธบูชา สะสมบุญบารมีให้กับตนเอง นับได้ว่ามีผู้คนมาร่วมมากมายหลายจังหวัดไม่เฉพาะแต่เชียงใหม่ มีทุกเพศ ทุกวัย เอาบรรยากาศในพิธีก่อนเดินขึ้นดอยมาฝากคะ








ศรัทธาของผู้คนมาจากสารทิศ

ต่อไปก็จะเป้นภาพบรรยากาศการเดินขึ้นดอย ถ่ายภาพไม่ได้มาก มืดและผู้คนแออัดมาก ต่างก็อยากจะได้ลากบุษบกกัน พยายมเดินจนได้ไปจุงลากเชือกกับเขา แต่กลัวเหยีบเท้ากัน เลยแยกเดินต่างหาก คิดว่าหากใจเราตั้งใจที่จะเดินแล้วอยู่ที่ไหนก็คงได้บุญเหมือนกัน ตลอดเส้นทางบรรยากาศดีมาก มีพระจันทร์เต็มเดือนส่องสว่างไปตามทางที่เราเดิน มีผู้คนที่มีจิตศรัทธาเดียวกันร่วมเดินทางเป็นเสมือนญาติธรรม ช่วยเหลือกันและตลอดเส้นทางก็จะมีจุดบริการน้ำ อาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม ตลอด แรกก็เดินแบบสบายๆ ต่อพอขึ้นกิโมเมตรที่ 10 เป็นต้นไป ทางชันขึ้นเขาลงเขาเหนื่อยมากจนพูดไม่ออก เจ็บเท้า เจ็บขา จนเดินเกือบไม่ได้ตั้งแข็งใจเดิน เราต้องไปให้ถึงจุดหมาย ไม่มีอารมณ์เก็บภาพ นึกอย่างเดียวเมื่อไรจะถึงซะที อากาศก็หนาวเย็นมาก เวลาเดินก็อุ่น แต่พักเหนื่อยก็หนาวเข้ากระดูกเลยทีเดียวสลับกันแบบนี้ตลอดทาง สุต้องบอกว่าดยอดของความอดทนเลยคะ โดยเฉพาะหลาน 2 คน ที่ตั้งใจเดินไปด้วยกัน มีงอแงบ้าง แต่ก็ไม่ท้อ ลองดูบรรยากาศนะคะ




ตลอดเส้นทางก็จะมีอาหาร เครื่องดื่ม ของว่าง ผลไม้ ตลอดเส้นทาง เห้นข้างหลังนี้คือเฉพาะคณะของเรา



 มาดูบรรยากาศความเหนื่อยสุด ตรงไหนก็นั่งได้ มันเมื่อยล้า อ่อนแรง หลังจากกลับลงมา เราพูดกัันว่าไม่น่าเชื่อว่าตลอดเส้นทางขึ้นเขา 10 กว่ากิโลเมตรนี้ลงเคยนั่งพัก บางคนก็นอนแผ่ พักเหนื่อยกันมาแล้ว และตรงไหล่ทางบางแห่งมันก็เป็นเหวลึกลงไป



ขึ้นมาถึงข้างบน อาการเหนื่อยหายเลยคะ สวยงามมาก และอากาศหนาวเย็นมากคะ



ตอนเช้าได้ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ได้บุญกันถ้วนหน้า



เก็บภาพวิว สวยๆ มาฝากคะ

ไว้ปีหน้า จะพิชิตเดินขึ้นดอยพระบาทสี่ดอยใหม่ให้สำเร็จ สาธุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น